Primary Care Unit Innovation in Thailand + นวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิ

มาลาเรีย

งานวิจัยโรคมาลาเรีย

by @February,26 2009 15.31 ( IP : 118...225 )

2.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องในด้าน อายุ อาชีพ รายได้ ที่อยู่อาศัย ความรู้ในเรื่องโรคมาลาเรีย และความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพเรื่องโรคมาลาเรีย ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคมาลาเรีย จากผลงานวิจัยต่าง ๆ  ดังนี้
ประสิทธิ์  เวชสกล และคณะ ( 2529 ) ศึกษาความรู้และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็น โรคมาลาเรียของผู้ป่วยรายใหม่ที่มารับบริการที่คลินิก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี,อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี,อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด และอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคมาลาเรียแต่ไม่ปฏิบัติร้อยละ 27.0 ไปค้างแรมในแหล่งมาลาเรียไม่นำมุ้งไปด้วยร้อยละ 68.0 และไม่ใช้ยาทากันยุงร้อยละ 43.0 สิริหญิง  กังวาลเลิศ ( 2532 ) ศึกษาถึง ระบาดวิทยาและพฤติกรรมอนามัยที่มี    ความสัมพันธ์กับการป่วยด้วยโรคมาลาเรีย ศึกษาจากการป่วยเป็นไข้มาลาเรียในผู้รับการตรวจรักษามาลาเรียคลินิกหมู่บ้านทรัพย์ไพวัลย์ และหมู่บ้านจังกระบาก อำเภอวังทอง  จังหวัดพิษณุโลก ผลการศึกษาพบว่า ด้านการระบาดวิทยา ร้อยละ 78.3 เกิดจากเชื้อ P.Falciparum เพศชายเป็นโรคมาลาเรียสูงกว่าเพศหญิงในทุกกลุ่มอายุ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมอนามัยกับการป่วยเป็นโรคมาลาเรีย การใช้มุ่งและการกางมุ้งกันยุงในช่วงเวลา พลบค่ำ มีความสัมพันธ์กับการป่วยเป็นโรคมาลาเรียอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่า กลุ่มที่มีการป้องกันโรคมาลาเรียด้วยวิธีต่าง ๆ ยิ่งน้อยวิธีจะยิ่งเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคมาลาเรียมากขึ้น ทวีศักดิ์  แพทย์เพียร ( 2533 ) ศึกษาความรู้ความเข้าใจในการป้องกันไข้มาลาเรียของประชาชนในเขตตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการนอนไม่กางมุ้งและระยะเวลาของการเข้านอนไม่ถูกต้อง ในเรื่องความรู้ ความเข้าใจในการป้องกันโรคมาลาเรีย ร้อยละ 48.17 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 25.69 อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 7.80 อยู่ในเกณฑ์แก้ไข เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับช่วงอายุ พบว่า อายุระหว่าง 15 – 24 ปี มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ  โรคมาลาเรียสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ ทวีทอง  หงษ์วิวัฒน์ และพิมพวัลย์  บุญมงคล ( 2533 ) ศึกษาเกี่ยวกับความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคมาลาเรียที่จังหวัดเพชรบุรี ผลการศึกษาพบว่า ประชากรดังกล่าวส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับสาเหตุการเกิดโรค การติดต่อของโรคได้อย่างถูกต้อง สำหรับความรู้ในด้านการป้องกันโรคมาลาเรียของประชากรตัวอย่างผลเป็นที่น่าพอใจ แต่อย่างไรก็ตามการป้องกันโรคขึ้นอยู่กับการระบาดของโรค ร้อยละ 90 ของประชากรตัวอย่างในเขตควบคุมมาลาเรียรับรู้ว่ามาลาเรียป้องกันได้ และร้อยละ 63 ของประชากรตัวอย่างในเขตจำกัดมาลาเรียที่มีการรับรู้การป้องกันโรคมาลาเรีย ส่วนเขตปลอดมาลาเรียมีความรับรู้ในเรื่อง  พฤติกรรมป้องกันโรคได้น้อยที่สุด บุษบง  เจาฑานนท์ ( 2539 ) ได้ศึกษาในเรื่องความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมการ    ป้องกันโรคมาลาเรียของตำรวจตระเวนชายแดน ในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อมาลาเรียสูง และพื้นที่ ที่มีการติดเชื้อต่ำ ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการป้องกันโรคมาลาเรียแตกต่างกับปัจจัยส่วนบุคคลเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการติดเชื้อมาลาเรีย การศึกษาต่อเนื่อง การมีมุ้งใช้ ส่วนอายุ  ระยะเวลาในการทำงานและจำนวนครั้งของการป่วยเป็นโรคมาลาเรีย มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการป้องกันโรคมาลาเรีย นิตยา  ธนีวุฒิ และคณะ ( 2540 ) ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการป่วยเป็นโรคมาลาเรียในกลุ่มศึกษา คือผู้ป่วยมาลาเรีย จำนวน 100 คน และกลุ่มเปรียบเทียบคือผู้ไม่ป่วยเป็น      โรคมาลาเรีย จำนวน 100 คน ที่มารับบริการตรวจรักษาที่มาลาเรียคลินิก ของส่วนมาลาเรียที่ 9 อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ปัจจัยด้านสังคมเศรษฐกิจ ได้แก่ อายุ รายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่อเดือน สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ปัจจัยด้านที่อยู่อาศัยและ สภาพแวดล้อม ได้แก่ ลักษณะของบ้าน ชนิดของบ้าน วัสดุที่ใช้ทำฝาบ้าน ความสมบูรณ์    ของฝาบ้าน  การมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้บ้าน พฤติกรรมด้านการป้องกันตนเอง ได้แก่ การนอนในมุ้ง การใช้พัดลมไล่ยุง เวลาเข้าป่านำยาทากันยุงไปใช้ และปัจจัยด้านความรู้และทัศนคติ มีความสัมพันธ์กับการป่วยเป็นมาลาเรียอย่างมีนับสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ ( P-value < 0.05 ) โดยพบว่า ผู้ที่มีอายุ 5 – 14 ปี ผู้มีรายได้เฉลี่ยครอบครัวต่ำกว่า 1,500 บาทต่อเดือน  ผู้มีสภาพการสมรสโสดหรือหม้าย หย่า ผู้ไม่รู้หนังสือ ผู้อาศัยอยู่ในบ้านชั่วคราวหรือกระท่อม การมีบ้านอยู่ใกล้แหล่งน้ำ บ้านสร้างด้วยไม้ไผ่ ฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่ การมีฝาบ้านไม่ครบ 4 ด้าน การนอนในมุ้งเป็นบางครั้ง การไม่ใช้พัดลมไล่ยุงและการไม่นำยาทากันยุงไปใช้เวลา    เข้าป่า จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยเป็นมาลาเรียสูงกว่า นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คนนี้ เคยป่วยเป็นมาลาเรียภายใน 1 ปี คิดเป็นร้อยละ 54.2 ส่วนใหญ่มักป่วย มากกว่า 1 ครั้ง และบุคคลกลุ่มนี้ เมื่อคิดว่าตนเองป่วยมีอาการบ่งขี้เป็นมาลาเรียมักจะมี  พฤติกรรมการแสวงหาการรักษาพยาบาลด้วยการซื้อยาตามร้ายชำทั่วไปหรือร้ายขายยากินเอง คิดเป็น  ร้อยละ 64.49 เสนาะ  พ่วงฟัก  ( 2542 ) ได้ศึกษาในเรื่องปัจจัยด้านการปฏิบัติตนต่อการป้องกันโรคมาลาเรียของประชาชนบริเวณชายแดน ประเทศไทย  –  เมียนมาร์ เขตอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มอายุ อาชีพ และรายได้ ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมาลาเรีย ความรู้มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคมาลาเรียอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95 ( P  = 0.0035 ) นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่เคยป่วยและไม่เคยป่วยด้วยโรคมาลาเรียมีการปฏิบัติตนในการป้องกันและควบคุมโรคมาลาเรียไม่แตกต่างกัน            ( P = 0.123 )
ยุทธพงค์  หมื่นราษฏร์  ( 2544 )ศึกษาระบาดวิทยาและพฤติกรรมการป้องกันรักษาโรคมาลาเรียของแรงงานต่างชาติ ในพื้นที่เสี่ยงสูงของจังหวัดระนอง กลุ่มตัวอย่างมี 3 กลุ่ม จำนวน 600 ราย อายุเฉลี่ย 37.3 +12.84 ปี เป็นเพศชายร้อยละ 60.3 ทำงานในสวนยางพาราร้อยละ 40.0 ทำงานในสวนกาแฟร้อยละ 36.2 และทำงานในสวนผลไม้ร้อยละ 13.7          ตามลำดับ ผลการชันสูตรโรคพบเชื้อมาลาเรีย จำนวน 15 ราย คือกลุ่มคนไทย 2 ราย กลุ่ม  คนไทยร่วมแรงงานต่างชาติ จำนวน 5 ราย และกลุ่มแรงงานต่างชาติ จำนวน 8 ราย อัตราตรวจพบเชื้อมาลาเรีย ในกลุ่มคนไทย และกลุ่มแรงงานต่างชาติ มีอัตรา เป็น 1.0 , 2.5  และ 4.0 ตามลำดับ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( P-value > 0.05 ) กลุ่มแรงงาน  ต่างชาติเป็นพาหะนำโรค ในอัตรา 3.5 ส่วนกลุ่มคนไทยและคนไทยร่วมแรงงานต่างชาติไม่พบพาหะนำโรค ด้านพฤติกรรมการป้องกันตนเอง คนไทยมีพฤติกรรมการป้องกันยุงกัดแตกต่างจากกลุ่มแรงงานต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คนไทยมีพฤติกรรมการรักษาเมื่อป่วยด้วยไข้มาลาเรียถูกต้องกว่ากลุ่มแรงงานต่างชาติและมีความแตกต่างกันอย่างมีนัย-สำคัญทางสถิติ ( P-value < 0.05 ) นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่ไม่ป้องกันตนเองมีความเสี่ยง    ต่อการเป็นไข้มาลาเรีย 3.97 เท่าของผู้ที่มีการป้องกัน ( C.I  0.12 – 125.40 ) กลุ่มที่มีอายุ มากกว่า 45 ปี มีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่มีอายุน้อยกว่าเป็น 2.24 เท่า ( C.I  0.14 – 35.80 ) ผู้ที่มีเชื้อชาติอื่นมีความเสี่ยงต่อการเป็นไข้มาลาเรีย 4.18 เท่าของผู้ที่มีเชื้อชาติไทย ( C.I  0.08 – 197.43 ) และในด้านอาชีพพบว่า ผู้ทำงานในสวนผลไม้มีความเสี่ยงต่อการเป็นไข้มาลาเรียเป็น 2.04 เท่าของกลุ่มที่ทำงานในสวนยางพารา ( C.I  0.11 – 39.44 )

แสดงความคิดเห็น

« 3633
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Hyperlink Text Color :)

ปฏิทินกิจกรรมประจำเดือน

«  ก.ย. 2553  »
อาพฤ
29 30 31 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 1 2
query time 9.64 ms.
request time 68.555 ms.