มาลาเรีย
ทฤษฏีโรคมาลาเรีย
ความรู้เรื่องโรคมาลาเรีย
โรคมาลาเรีย ( Malaria ) เป็นโรคที่พบได้บ่อย มักพบในบริเวณที่เป็นป่าเขา พบได้แทบทุกภาคของประเทศ ( ยกเว้น กรุงเทพฯ ในบริเวณที่เป็นตัวจังหวัด ตัวอำเภอ และที่ที่เป็นทุ่งนากว้างห่างจากป่าเขา ) ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมักมีอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่หรือขุดหาทรัพยากรในดินตามป่าตามเขา เช่น พวกขุดแร่ ขุดหาอัญมณี มักเป็นเจ้าของหรือคนงานที่ต้องพักอาศัยเป็นประจำอยู่ในท้องถิ่นที่มีโรค ผู้เดินทางจากต่างถิ่นมาอาศัยในเขตมาลาเรียจะเป็นโรคได้ง่าย โรคนี้เกิดได้กับคนทุกอายุ เพศชายเป็นมากกว่าเพศหญิง โรคนี้มักเกิดในฤดูฝน เชื้อที่ทำให้เป็นไข้มาลาเรียมีอยู่หลายชนิดแต่ที่สำคัญในประเทศไทย มี 2 ชนิด คือ พลาสโมเดียมฟาลซิพารัม ( Plasmodium falciparum ) กับ พลาสโมเดียมไวแวกซ์ (Plasmodium vivax )
มาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม พบได้ประมาณร้อยละ 70 – 90 มักมีปัญหาดื้อยาและมีโรคแทรกซ้อนได้มาก เช่น มาลาเรียขึ้นสมอง , ดีซ่าน , ไตวาย ฯลฯ เป็นอันตรายถึงตายได้
มาลาเรียชนิดไวแวกซ์ พบได้ร้อยละ 10 – 30 มักไม่ดื้อยา ( ยาคลอโรควีนยังใช้ได้ผล ) และมีโรคแทรกซ้อนน้อย ที่สำคัญ คือ เชื้อนี้สามารถหลบซ่อนอยู่ในตับได้นาน ๆ ทำให้มีอาการกำเริบได้บ่อย โดยที่ไม่ต้องได้รับเชื้อใหม่ ( จากการถูกยุงก้นปล่องกัด )
ผู้ป่วยมักมีประวัติว่าอยู่ในเขตป่าเขา หรือกลับจากเขตที่มีมาลาเรีย เช่น ชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด ตาก อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขัน ชุมพร สุราษฏร์ธานี ยะลา นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี ปากช่อง นครราชสีมา ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สกลนคร ขอนแก่น เลย เพชรบูรณ์ แพร่ น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน ฯลฯ หรือเคยได้รับเลือด หรือเคยเป็นไข้มาลาเรียมาก่อน
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อมาลาเรีย ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว หรือ โปรโตซัว ( protozoa ) เช่นเดียวกับบิดอะมีบา มียุงก้นปล่อง ( anopheles ) เป็นพาหะนำโรคซึ่งชอบอาศัยในแหล่งน้ำสะอาดและไหลรินซึ่งเป็นลักษณะของน้ำในป่าเขา ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ต้องถูกยุงก้นปล่องที่มีเชื้อมาลาเรียกัดจึงจะเป็นโรค หรือไม่ก็อาจเกิดจากการได้รับเลือดจากคนที่มีเชื้อโรคมาลาเรีย
แหล่งโรค
คนเป็นแหล่งโรคของมาลาเรียในคน สิ่งบางชนิดอาจเป็นแหล่งโรคของเชื้อมาลาเรียในคนและยุงก้นปล่องได้
ระยะฟักตัว
ชนิดฟาลซิพารัม 8 – 12 วัน ( สั้นที่สุด 5 วัน )
ชนิดไวแวกซ์ 10 – 15 วัน ( อาจนานหลายเดือน )
ถ้าเกิดจากการให้เลือดอาจมีอาการเกิดขึ้นเร็วกว่านี้
การติดต่อ
1. ติดต่อโดยถูกยุงก้นปล่องที่มีเชื้อมาลาเรียในต่อมน้ำลายกัด ซึ่งเป็นวิธีธรรมชาติที่พบมากที่สุด
2. ติดต่อจากมารดาซึ่งมีเชื้อมาลาเรียในร่างกายและถ่ายทอดทางรกไปสู่ทารกในครรภ์ วิธีนี้พบได้น้อยมาก แต่พบในท้องที่ที่มีมาลาเรียชุกชุม กรณีนี้จะพบระยะฟักตัวสั้นกว่าวิธียุงกัด ทารกและมารดาจะมีเชื้อมาลาเรียชนิดเดียวกัน
3. ติดต่อโดยวิธีการให้โลหิต จะพบในรายที่ผู้บริจาคโลหิตมีความหนาแน่นของเชื้อมาลาเรียในกระแสโลหิตต่ำ และไม่มีอาการซึ่งหากไม่ได้ทำการตรวจโลหิตค้นหาเชื้อมาลาเรียก่อนผู้ป่วยที่รับการให้โลหิตจะป่วยเป็นมาลาเรียได้
ระยะติดต่อ
คนที่มีเซลล์เพศของเชื้อมาลาเรียอยู่ในเลือดก็สามารถถ่ายเชื้อให้ยุงได้ และสามารถจะถ่ายเชื้อให้ยุงอยู่ได้นานนับปีๆถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
ส่วนยุงที่มีเชื้ออยู่ในต่อมน้ำลายนั้นสามารถแพร่เชื้อสู่คนได้นานตลอดชีวิตของยุง โดยเฉลี่ยประมาณไม่เกิน 6 เดือน
ความไวและความต้านทานโรค คนทั่วไปมีโอกาสเป็นมาลาเรียได้ เช่น ในเด็กเกิดใหม่หรือในคนบางเชื้อชาติ เช่น อเมริกันนิโกร อาจมีความต้านทานตามธรรมชาติอยู่บ้าง ผู้ที่หายจากโรคจะมีความต้านทานต่อเชื้อเฉพาะชนิดที่ก่อโรค โดยอาจมีเชื้ออยู่โดยไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย พวกนี้จะเป็นผู้แพร่เชื้อได้
วิธีการเกิดโรค
การเกิดโรคของมาลาเรียเนื่องมาจาก
1. เชื้อเข้าสู่เม็ดเลือด
2. การที่ขนาดของเม็ดเลือดโตขึ้นจากการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเชื้อ
3. เม็ดเลือดแดงแตกการจากที่เชื้อเข้าไปแบ่งตัว
4. เซลล์ของตับ ม้าม และไขกระดูกเก็บกินเชื้อโรคและสิ่งซึ่งเป็นผลจากการแตกของเม็ดเลือดแดง เช่น สีจากเฮโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง เป็นต้น มีผลทำให้เกิดอาการต่างๆดังต่อไปนี้
1 ) ไข้ หนาว สั่นเป็นรอบๆแต่ละรอบจะยาวหรือสั่นซึ่งแล้วแต่เชื้อ เนื่องจากเชื้อเข้าสู่เม็ดเลือดแดง หลังไข้ผู้ป่วยจะมีเหงื่อออกและอ่อนเพลีย
2 ) เลือดจางเนื่องจากเม็ดเลือดถูกทำลายเป็นจำนวนมาก
3 ) อวัยวะต่างๆขาดออกซิเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง จากการที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลายมาก ออกซิเจนซึ่งปกติจะถูกเม็ดเลือดแดงนำพาไปจึงมีปริมาณน้อยลง
4 ) ตับและม้ามโต เนื่องจากเซลล์ของทั้งสองอวัยวะต้องทำงานมากและขยายตัวเนื่องจากต้องเก็บกินเชื้อโรคและสิ่งซึ่งเป็นผลจากการที่เม็ดเลือดแดงแตก
5 ) จากการที่ขนาดของเม็ดเลือดแดงโตขึ้นเพราะเชื้อมาลาเรียเข้าสู่ภายในและแบ่งตัว เม็ดเลือดแดงที่โตและอาจมีปัจจัยอื่นประกอบด้วยทำให้โรคมาลาเรีย ที่มีสาเหตุจากเชื้อ พลาสโมเดียม ฟาลซิพารัม มีอาการรุนแรงกว่าโรคซึ่งเกิดจากเชื้ออื่น ๆ กล่าวคือ ทำให้เซลล์ของสมอง ต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญบวมและอาจมีเลือดออกในอวัยวะดังกล่าว เชื้อนี้ยังทำให้เม็ดเลือดแดงแตกมากกว่าเชื้ออื่น ๆ ด้วย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนัก มีอาการทางสมองเป็นสำคัญ โดยทั่วไปเรียกโรคที่มีอาการแบบนี้ว่าไข้มาลาเรียขึ้นสมอง
อาการ
อาการจะเกิดหลังจากได้รับเชื้อโดยถูกยุงก้นปล่องกัดประมาณ 10 – 14 วัน ( แต่อาจนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก็ได้ ) ใน 2 – 3 วันแรกอาจมีอาการปวดศรีษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่ ต่อมาจึงจะมีอาการ ไข้จับสั่นเป็นเวลา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมาลาเรีย
อาการไข้จับสั่นแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
1. ระยะหนาว มีอาการหนาวสั่นมากและไข้เริ่มขึ้น ปวดศรีษะ ผิวหนังซีด อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร กินเวลา 20 – 60 นาที
2. ระยะร้อน ไข้ขึ้นสูงประมาณ 40 ซ. ปวดศรีษะมาก อาจปวดลึกเข้าไปในกระบอกตา หน้าแดง ตาแดง กระสับกระส่าย เพ้อ กระหายน้ำ ชีพจรเต้นเร็ว อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ปวดกระดูกปวดกล้ามเนื้อ ในเด็กอาจชักได้ กินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ( อาจนาน 3 – 8 ชั่วโมง )
3. ระยะเหงื่อออก จะมีเหงื่อชุ่มทั้งตัว ไข้จะลดลงเป็นปกติ แต่จะรู้สึกอ่อนเพลียและหลับไป กินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
ผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ มักจะจับไข้วันเว้นวันหรือทุก 48 ชั่วโมง เวลาไม่จับไข้จะรู้สึกสบายดี มักจะคลำได้ม้ามโตในสัปดาห์ที่ 2 ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีไข้วันเว้นวันอยู่ประมาณ 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือน ( อาจนานกว่านั้น ) แล้วจะหายไปเอง ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ถูกต้อง แม้ว่าไข้จะหายไปแล้ว แต่ก็อาจกลับเป็นได้ใหม่หลังจากหายไป 2 – 3 สัปดาห์หรือ 2 – 3 เดือน แต่อาการจะน้อยกว่าครั้งแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการกำเริบเป็น ๆ หาย ๆ บ่อยและมักไม่มีโรคแทรกร้ายแรง บางคนอาจกินเวลานานถึง 2 – 3 ปี กว่าจะหายขาด จึงเรียกว่ามาลาเรียเรื้อรัง
ผู้ป่วยมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม มักจับไข้ทุกวัน หรือทุก 36 ชั่วโมง แต่อาจจับไม่เป็นเวลาอาจจับทั้งวันหรือวันละหลายครั้ง ระยะไม่จับไข้ก็ยังคงรู้สึกไม่ค่อยสบายและอาจมีไข้ต่ำ ๆ อยู่เรื่อย บางรายอาจมีอาการปวดท้อง ท้องเดินร่วมด้วย ม้ามจะโตในวันที่ 7 – 10 ของไข้ ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ไข้จะลงภายใน 3 – 5 วัน ถ้ารักษาไม่ถูกต้องอาจมีโรคแทรกร้ายแรงถึงตายได้ จึงเรียกว่ามาลาเรียชนิดร้ายแรง
สิ่งตรวจพบ
ไข้ประมาณ 40 ซ. หน้าแดง ตาแดง ม้ามโต ( คลำได้ในปลายสัปดาห์ที่ 2 หลังมีไข้ ) ตับอาจโต อาจมีเริมที่ปาก อาจมีอาการซีดเหลือง หรือปัสสาวะแดงเข้มเหมือนน้ำโคล่า แต่ก็อาจไม่พบอะไรมากนอกจากไข้ ในเด็กที่เป็นเรื้อรัง อาจมีลักษณะพุงโรก้นปอด ขาดอาหาร
ในรายที่เป็นมาลาเรียขึ้นสมอง จะมีอาการเพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว ( หมดสติ ) ซึ่งชาวบ้านบางแห่งยังเข้าใจว่าเป็นอาการของผีเข้า พาไปรดน้ำมนต์ไล่ผีและตายลงอย่างน่าอนาถ
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนจะพบในมาลาเรียฟาลซิพารัมเท่านั้น มีอาการดังนี้
1. มาลาเรียขึ้นสมอง คือ มาลาเรียที่มีอาการทางสมอง สับสน เพ้อคลั่ง ชัก ไม่รู้สึกตัว การวินิจฉัยเด็ดขาดนั้น ผู้ป่วยต้องหมดสติ เขย่าไม่รู้ตัว ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น ตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ ทางสมองไม่พบ ตรวจพบเชื้อมาลาเรียฟาลซิพารัม ระยะไม่มีเพศ อาการทางสมองมักเกิดหลังป่วยเป็นโรคมาลาเรีย 4 – 5 วัน ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้องมักจะฟื้นคืนสติใน 24 – 48 ชั่วโมง อาการทางระบประสาทจะหายไป น้อยรายที่มีบุคลิกเปลี่ยนไป หรือตาเข แต่มักเป็นระยะหนึ่ง 2 – 3 เดือน ก็หายไป
2. ภาวะปอดบวมน้ำ เป็นภาวะที่ร้ายแรงมาก ภาวะนี้อาจเกิดในผู้ป่วยมาลาเรียที่มีเชื้ออยู่เพียงเล็กน้อย หรือเชื้อหายไปแล้วก็ได้ ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและผู้ป่วยเสียชีวิตในไม่กี่ชั่วโมง อาการเริ่มต้นด้วยอัตราการหายใจผิดปกติ หอบ เกิด hypoxia อย่างรวดเร็ว ชัก ระดับความรู้สึกเสื่อมลง ไอ น้ำลายเป็นฟอง การรักษาไม่ค่อยได้ผล วิธีที่ดีที่สุดคือ ป้องกัน อย่าให้น้ำมากเกินไป
3. ภาวะเหลือง เกิดจากการสลายตัวของเม็ดโลหิตแดงและเซลล์ตับเสื่อมลงไปบ้าง ไม่ปรากฏว่ามีภาวะตับวายจากมาลาเรีย ภาวะนี้จะหายไปภายใน 2 – 3 สัปดาห์ เมื่อได้รับ การรักษามาลาเรีย
4. ภาวะไตวาย มักพบร่วมกับภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ มีอาการจำนวนปัสสาวะลดลงมากกว่าปกติ และต่อมาไม่มีปัสสาวะเลย สารต่าง ๆ ที่ร่างกายขับออกจะคั่งในโลหิต ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้องและแก้ไขภาวะขาดน้ำและสมดุลแร่ธาตุ กรด – ด่าง ไตจะกลับทำงานเป็นปกติใน 1 – 2 สัปดาห์
5. อาการทางระบบอาหาร มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจเกิดอุจจาระร่วงหรือถ่ายเป็นมูกเลือด
6. อาการทางระบบหายใจ เกิดอาการหอบเหนื่อย เป็น pulmonary edema เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจเกิดเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่างพร้อมกัน เป็นอันตรายถึงตายได้ ถ้าเกิดในหญิงมีครรภ์ อาจทำให้แท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนด
การรักษา
1. หากสงสัย ควรเจาะเลือดหาเชื้อมาลาเรีย ถ้าทราบชนิดของเชื้อ ก็ให้การรักษาตามชนิดของเชื้อที่พบ ดังต่อไปนี้
ถ้ายังไม่ทราบชนิดของเชื้อ ( เช่น ส่งเลือดไปตรวจที่อื่นต้องรอหลายวัน หรือในกรณีที่ไม่สามารถตรวจเลือดได้ ) และมีความจำเป็นต้องให้การรักษาไปก่อน ก็ให้การรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้ ให้ยารักษามาลาเรีย
สำหรับผู้ที่ไม่แพ้ยาซัลฟา ให้กินซัลฟาดอกซีน-ไพริเมทานีน เช่น แฟนซิดาร์ 2 เม็ด และไพรมาควีน 45 มก.( ขนาด 15 มก. 3 เม็ด หรือขนาด 7.5 มก. 6 เม็ด ) กินเพียงครั้งเดียว ถ้าเป็นเด็กให้ลดลงตามส่วน
ถ้าแพ้ยาซัลฟา ควรให้ควินีน 2 เม็ด ( ขนาด เม็ดละ 5 เกรน ) วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 – 10 วัน เด็กให้ลดลงตามส่วน เมื่ออาการทุเลาแล้ว ควรให้ไพรมาควีน 45 มก.ครั้งเดียว หรือให้กินวันละ 15 มก.เป็นเวลา 5 วัน เพื่อฆ่าเชื้อตัวผู้ ( gametocytes ) และป้องกันการแพร่โรค
ควรให้ผู้ป่วนดื่มน้ำบ่อยๆและให้ยาลดไข้เวลามีไข้สูง
2. สำหรับมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม ให้การรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้และให้ยารักษามาลาเรีย โดยเลือกใช้ขนานใดขนานหนึ่งดังต่อไปนี้
2.1 ซัลฟาดอกซีน - ไพริเมทานีน กินครั้งเดียว 2 เม็ด ( เด็กลดลงตามส่วน )
2.2 ควินิน เพียงอย่างเดียว ครั้งละ 10 เ กรน ( 2 เม็ด ) วันละ 3 ครั้ง ( เด็กลดลงตามส่วน ) เป็นเวลา 7 – 14 วัน
2.3 ซัลฟาดอกซีน - ไพริเมทานีน กินครั้งเดียวร่วมกับ ควินิน เป็นเวลา 5 วัน
2.4 ในกรณีที่มีปัญหาการดื้อยา ควรให้ควินินครั้งละ 10 เกรน ( 2 เม็ด ) วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน แล้วตามด้วยเตตราซัยคลีน วันละ 1 กรัม ( แบ่งให้ครั้งละ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง ) อีก 10 วัน ห้ามให้เตตราซัยคลีนเพียงอย่างเดียว
3. สำหรับมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ ( พบโดยการตรวจเลือดหรือจากลักษณะอาการจับไข้วันเว้นวัน หรือพบเป็นไข้กำเริบอีกหลังจากหายไประยะหนึ่ง โดยที่ไม่ได้รับเชื้อใหม่ ) ให้การรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้และให้ยาคลอโรควีน ร่วมกับไพรมาควีน วันละ 15 มก. ( เด็กลดลงตามส่วน ) เป็นเวลา 14 วัน เพื่อกำจัดเชื้อที่หลบซ่อนอยู่ในตับให้หมดไป แต่ต้องระวังผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ จี 6 พีดี เพราะอาจทำให้เม็ดเลือดแดงแตก มีอาการซีดเหลืองได้ ถ้าพบอาการดังกล่าว ควรหยุดยาและดื่มน้ำมากๆแล้วส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว
4. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 5 วัน ควรส่งโรงพยาบาลอาจเป็นเพราะมาลาเรียดื้อยา หรือมีสาเหตุจากโรคอื่น ( เช่น ไทฟอยด์ ไทฟัส วัณโรค หรืออื่นๆ ) ควรตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์หรือตรวจพิเศษอื่นๆ แล้วให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ
5. ถ้ามีอาการที่สงสัยเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง ( เช่น ซึม เพ้อ ชัก หรือหมดสติ ) ควรส่งโรงพยาบาลด่วน แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องให้การรักษาก่อน ควรปฏิบัติดังนี้
5.1 ถ้าผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำหรือกินไม่ได้ ให้น้ำเกลือชนิด 5% ( D/1/3 NSS 1,000 – 2,000 มล.) ควรแก้ไขภาวะขาดน้ำจนดีขึ้นก่อน จึงให้การรักษาต่อไปนี้
5.2 ผสมควินิน สำหรับผู้ใหญ่ ครั้งแรกให้ 1,200 มก.ผสมในน้ำเกลือ 500 มล.หยดเข้าหลอดเลือดให้หมดใน 4 ชั่วโมง แล้วตามด้วยควินิน 600 มก.ผสมในน้ำเกลือตามความเหมาะสม หยดให้หมดใน 4 ชั่วโมง ให้ซ้ำทุก 8 ชั่วโมง จนกว่าผู้ป่วยจะกินได้จึงให้กินควินินอย่างเม็ด ครั้งละ 10 เกรน วันละ 3 ครั้ง ต่ออีก 10 วัน
6. ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ซีดมาก ดีซ่าน ช็อก ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย หอบ เป็นต้น ควรส่งโรงพยาบาลด่วน เพื่อให้เลือดหรือรักษาอาการทางไตหรือทางปอด
ข้อแนะนำ
1. คนที่มีอาการไข้หนาวสั่นมาก ถ้าไม่ได้ประวัติติดเชื้อมาลาเรีย ( เช่น ไม่เคยเดินทางเข้าไปในดงมาลาเรีย ) หรือให้ยารักษามาลาเรียแล้อาการไม่ดีขึ้น อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ก็ได้ เช่น กรวยไตอักเสบ ปอดอักเสบ ท่อน้ำดีอักเสบ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก จึงควรตรวจดูอาการจากโรคเหล่านี้ให้ละเอียดด้วย
2. คนที่มีไข้หนาวสั่นมาก และมีประวัติเข้าไปในดงมาลาเรีย บางครั้งเจาะเลือดอาจไม่พบเชื้อมาลาเรียก็อย่าให้ยึดถือผลเลือดเป็นเกณฑ์ ถ้าอาการเข้าได้กับมาลาเรีย ก็ให้การรักษาแบบมาลาเรียไปได้เลยเพราะการตรวจเลือดอาจไม่พบเชื้อก็ได้
3. โดยทั่วไปถ้าให้การรักษามาลาเรียอย่างถูกต้อง อาการจะดีขึ้นภายใน 3 – 5 วัน ถ้าไม่ดีขึ้นแสดงว่าเชื้อดื้อยา ( โดยเฉพาะถ้าให้ยาคลอโรควีนเพียงอย่างเดียว ) หรือไม่ก็อาจเป็นโรคอื่น ที่พบบ่อยก็คือ ไข้ไทฟอยด์ ไข้ไทฟัส จึงควรทำการซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติมและให้การรักษาตามความเหมาะสม
4. การเป็นไข้มาลาเรียซ้ำอีก อาจเกิดจากได้รับเชื้อใหม่ คือถูกยุงก้นปล่องกัดอีก หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะเชื้อดื้อยาเนื่องจากกินยาไม่ครบ หรือเป็นมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ แต่ไม่ได้ให้ยาไพรมาควีน ในการรักษา หรืออาจได้รับเชื้อทั้ง 2 ชนิด แต่ปรากฏอาการของชนิดฟาลซิพารัมก่อน เมื่อรักษาหายแล้วก็ปรากฏของชนิดไวแวกซ์ในภายหลังได้
การป้องกัน
1. ถ้าต้องเดินทางไปพักแรมในดงมาลาเรีย อาจกินยาป้องกันอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
- คลอโรควีน ครั้งละ 2 เม็ด ทุกสัปดาห์
- แฟนซิดาร์ ครั้งละ 2 เม็ด ทุก 2 สัปดาห์ หรือ 3 – 4 เม็ด ทุกเดือน
- แฟนซิดาร์ ครั้งละ 1 เม็ดควบกับ คลอโรควีน ครั้งละ 2 เม็ด ทุกสัปดาห์
- มาโลพริม ครั้งละ 1 เม็ดทุกสัปดาห์
ควรเริ่มกินในวันที่เดินทางและกินเป็นประจำตลอดเวลาที่อยู่ในดงมาลาเรีย จนกระทั้งกลับออกมา แล้วให้กินต่ออีก 4 – 6 สัปดาห์
ยาที่ใช้ป้องกันอาจไม่ได้ผล 100 % ดังนั้นถ้าหากต่อมามีอาการจับไข้คล้ายมาลาเรีย ก็ควรจะตรวจเลือดและให้การรักษาเสียแต่เนิ่นๆ
2. สำหรับคนที่อยู่ในเขตมาลาเรีย ควรนอนกางมุ้งและร่วมมือกันพ่นยาดีดีที.ฆ่ายุงกันทุกบ้าน
ยุงพาหะนำเชื้อโรคมาลาเรีย
ยุงที่สามารถแพร่เชื้อโรคมาลาเรียได้ คือ ยุงก้นปล่องเท่านั้น และยุงก้นปล่องแต่ละชนิดก็มีความสามารถในการแพร่เชื้อมาลาเรียได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงได้จัดยุงก้นปล่องออกเป็น 4 กลุ่ม ตามความสามารถในการแพร่เชื้อมาลาเรีย ดังนี้
1. ยุงพาหะหลัก ( Primary vector ) คือ ยุงที่สามารถนำเชื้อมาลาเรียได้ดี และมี บทบาทสำคัญในการแพร่โรคในท้องที่ป่าเขาทั่วประเทศ ยุงในกลุ่มนี้มี 3 ชนิด ได้แก่
Anopheles dirus ( อะนอฟฟีลีส ไดรัส ) มีถิ่นที่อยู่ตามท้องที่ป่าเขา รวมทั้ง สวนยางพาราและสวนผลไม้ที่ติดต่อกับท้องที่ป่าเขาเหล่านั้น มีแหล่งเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำขังในท้องที่ป่าเขา พบมากที่จังหวัดจันทบุรี ตราด ตาก ลำปาง และพิษณุโลก
Anopheles minimus ( อะนอฟฟีลีส มินิมัส ) มีถิ่นที่อยู่ตามท้องที่ป่าเขา และเชิงเขาสามารถพบได้เกือบทุกจังหวัดที่มีการแพร่เชื้อโรคมาลาเรีย ดังนั้นจึงจัดได้ว่าเป็นยุงพาหะที่มีความสำคัญมากที่สุดในปัจจุบัน มีแหล่งเพาะพันธุ์ตามลำห้วยลำธารในท้องที่ป่าเขาหรือเชิงเขา
Anopheles maculatus ( อะนฟฟีลีส แมคคูเลตัส ) มีถิ่นที่อยู่ตามท้องที่ป่าเขาและเชิงเขาเช่นกัน เป็นยุงที่มีบทบาทสำคัญในการแพร่เชื้อโรคมาลาเรียในภาคใต้ มีแหล่งเพาะพันธุ์ตามลำห้วย ลำธารและแอ่งน้ำขัง ข้างลำห้วย ลำธารในท้องที่ป่าเขาหรือเชิงเขา
2. ยุงพาหะรอง ( Secondary vector ) คือยุงที่สามารถนำเชื้อมาลาเรียได้ แต่ไม่ดีเท่ายุงพาหะหลักและมีบทบาทน้อยในการแพร่โรค ยุงในกลุ่มนี้มี 3 ชนิด ได้แก่
Anopheles sundaicus ( อะนอฟฟีลีส ซันไดคัส ) พบตามท้องที่ชายทะเลบางแห่งเท่านั้น เช่น จังหวัดพังงา ตราด มีแหล่งเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำกร่อย
Anopheles aconitus ( อะนอฟฟีลีส แอคโคไนตัส ) พบได้โดยทั่วไป โดยเฉพาะท้องที่ป่าเขา มีแหล่งเพาะพันธุ์ในลำห้วย ลำธาร และแอ่งน้ำขังทั่ว ๆ ไป
Anopheles pseudowillmori ( อะนอฟฟีลีส ซูโดวิลโมไร ) พบตามท้องที่ป่าเขาและเชิงเขา เป็นยุงที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับยุง An.maculatus
3. ยุงที่สงสัยว่าเป็นพาหะ ( Suspected vector ) คือ ยุงที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นยุงที่สามารถนำเชื้อมาลาเรียได้หรือไม่ แต่มีแนวโน้มว่าอาจจะแพร่เชื้อมาลาเรียได้ในบางพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ยุงในกลุ่มนี้มี 4 ชนิดด้วยกัน โดยบางชนิดก็เป็นยุงพาหะมาลาเรียของประเทศใกล้เคียงกับประเทศไทย ยุงในกลุ่มนี้ ได้แก่
Anopheles barbirotris ( อะนอฟฟีลีส บาบิรอสตริส ) เป็นยุงพาหะในประเทศอินโดนีเซีย
Anopheles philippinensis ( อะนอฟฟีลีส ฟิลิปปินเนนซิส ) เป็นยุงพาหะในประเทศพม่า อินเดีย และบังคลาเทศ
Anopheles campestris ( อะนอฟฟีลีส แคมเปสตริส ) เป็นยุงพาหะในประเทศมาลาเซีย
Anopheles culicifacies ( อะนอฟฟีลีส คูลิซิเฟซี่ ) เป็นยุงพาหะในประเทศพม่า อินเดีย และศรีลังกา
4. ยุงที่ไม่เป็นพาหะ ( Non vector ) คือ ยุงก้นปล่องชนิดอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งยุงพวกนี้สามารถพบได้ทั่ว ๆ ไป ทั้งในท้องที่ป่าเขาและท้องที่ราบที่อยู่ ในเขตชนบท แต่พบได้น้อยมากในเขตเมือง ยุงในกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 60 ชนิดด้วยกัน
อุปนิสัย ยุงพาหะมาลาเรีย ออกหากินเลือดเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น โดยตอนพลบค่ำจะออกมาจากบริเวณแหล่งเพาะพันธุ์ซึ่งอยู่ในป่า เข้ามาใกล้บริเวณที่อยู่อาศัยของคนเพื่อหากินเลือด โดยก่อนเข้ากินเลือดเหยื่อ จะเข้าเกาะพักอยู่ตามฝาบ้านก่อน และเมื่อได้กินเลือดเต็มอิ่มแล้วก็จะเกาะพักอยู่ที่ฝาบ้านชั่วครู่ก่อนจะบินกลับไปยุงพาหะมาลาเรียโดยปกติชอบกินเลือดคนแต่ถ้าหากหาไม่ได้ก็จะกินเลือดสัตว์แทน
วิธีการควบคุม การควบคุมยุงพาหะนำโรคมาลาเรียที่สำคัญในปัจจุบัน คือ การพ่นสารกำจัดแมลงที่มีฤทธิ์ฆ่ายุงได้นานให้ติดอยู่ตามฝาบ้านของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ยังมีการแพร่โรค เมื่อยุงมาเกาะพักบนฝาบ้านก่อนและหลังเข้ากินเลือดเหยื่อก็จะสัมผัสถูกกับสารกำจัดแมลงที่พ่นทิ้งไว้ นอกจากนี้ยังใช้วิธีการชุบมุ้งด้วยสารกำจัดแมลงที่มีฤทธิ์ฆ่ายุงได้นาน เมื่อยุงเข้ากินเลือดคนที่นอนอยู่ในมุ้ง ก็จะสัมผัสถูกกับสารกำจัดแมลงที่มุ้งทำให้ยุงตาย
สารกำจัดแมลงที่ใช้ : กลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ (Synthetic Pyrethroid) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่ายุงได้ดี แต่มีพิษน้อยต่อคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พ่นติดค้างตามฝาบ้าน ใช้ Deltamethrin ชุบมุ้ง ใช้ Permethrin
วงจรชีวิตของยุง
จากรายงานการสำรวจพบว่า ทั่วโลกมียุงอยู่มากมายหลายพันชนิด ประมาณการว่า มีมากถึง 3,500 ชนิด (species) ในประเทศไทยมีประมาณ 400 ชนิด ยุงบางชนิดแค่ก่อความรำคาญโดยการดูดกินเลือดคนและสัตว์เลี้ยงเป็นอาหารเท่านั้น แต่ก็มียุงอีกหลายชนิดซึ่งนอกจากจะดูดกินเลือดเป็นอาหารแล้ว ยังเป็นพาหะนำโรคร้ายแรงต่างๆ มาสู่คนและสัตว์อีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
การที่จะควบคุมยุง ให้ได้ผลดีนั้นจะต้องเรียนรู้ยุงให้ถ่องแท้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีววิทยาของยุงซึ่งรวมทั้งวงจรชีวิต อุปนิสัยของยุง ถิ่นที่อยู่ และแหล่งเพาะพันธุ์
วงจรชีวิตของยุง มี 4 ระยะคือ ไข่ ลูกน้ำ ตัวโม่ง และตัวเต็มวัย
1.ไข่
ไข่ยุงมีขนาดเล็กมากประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไข่ยุงมีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันไป ไข่ยุงก้นปล่องมีทุ่นลอยใสๆ ติดอยู่ด้านข้างของไข่ช่วยพยุงให้ไข่ลอยน้ำได้ ไข่ยุงลายไม่มีทุ่นลอยแต่เกาะติดอยู่ตามผนังภาชนะกักเก็บน้ำ เช่น โอ่งน้ำ โดยเกาะติดอยู่ตามขอบเหนือระดับน้ำเล็กน้อย ไข่ยุงรำคาญเรียงตัวเกาะกันเป็นแพอยู่บนผิวน้ำ ไข่ยุงเสือเกาะติดอยู่ตามขอบใต้ใบพืชน้ำบางชนิดที่อยู่ปริ่มน้ำ ยุงวางไข่ครั้งละประมาณ 100 ฟอง ระยะฟักไข่ประมาณ 2 วัน ก็จะออกมาเป็นลูกน้ำ
2.ลูกน้ำ
แรกเริ่มเมื่อลูกน้ำฟักออกมาจากไข่ มีขนาดเล็กมากเป็นลูกน้ำระยะที่ 1 จากนั้นลูกน้ำจะกินอาหารทำให้เจริญเติบโตขึ้นและลอกคราบเปลี่ยนเป็นลูกน้ำระยะที่ 2 ซึ่งมีขนาดโตขึ้นแต่มีรูปร่างเหมือนเดิม ลูกน้ำจะกินอาหาร และเจริญเติบโตขึ้นอีกเป็นลูกน้ำระยะที่ 3 และ 4 ต่อไป การเปลี่ยนระยะแต่ละครั้งจะมีการลอกคราบเสมอ เมื่อลูกน้ำระยะที่ 4 เจริญเต็มที่ก็จะลอกคราบครั้งสุดท้าย เปลี่ยนเป็นระยะตัวโม่ง ซึ่งมีลักษณะรูปร่างแตกต่างไปจากลูกน้ำอย่างมาก ระยะที่เป็นลูกน้ำใช้เวลาประมาณ 6 วัน ลูกน้ำยุงก็มีรูปร่างลักษณะรวมทั้งการเกาะที่ผิวน้ำและนิสัยการกินอาหารแตกต่างกันไป เช่น ลูกน้ำยุงก้นปล่องไม่มีท่อหายใจมีแต่เพียงรูหายใจ จึงลอยตัวขนานกับผิวน้ำและหาอาหารที่ผิวน้ำ ลูกน้ำยุงลายมีท่อหายใจสั้น เกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำและหาอาหารที่ก้นภาชนะกักเก็บน้ำ ลูกน้ำยุงรำคาญมีท่อหายใจยาว เกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำเช่นกันแต่หาอาหารที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ
3.ตัวโม่ง
มีลักษณะรูปร่างที่เด่นชัด คือหัวโต ตามปกติจะลอยตัวนิ่งๆ ที่ผิวน้ำ แต่ถ้าถูกรบกวนจะเคลื่อนที่ได้อย่างว่องไว ระยะตัวโม่งนี้จะหยุดกินอาหารและเป็นระยะสุดท้ายที่ใช้ชีวิตอยู่ ในน้ำ ระยะตัวโม่งใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนที่อยู่ภายในเจริญเติบโตเต็มที่ก่อนที่ จะลอกคราบออกมาเป็นตัวยุงตัวเต็มวัย
ระยะเวลาเริ่มจากยุงวางไข่จนกระทั่งเจริญจนถึงยุงตัวเต็มวัย ในประเทศเขตร้อนชื้นอย่างเช่นประเทศไทยนั้นใช้เวลาประมาณ 10 วันเท่านั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดยุงด้วย
4.ตัวเต็มวัย
เมื่อตัวโม่งเจริญเต็มที่จะลอยนิ่ง ๆ อยู่กับที่ จากนั้นเปลือกหุ้มบริเวณส่วนหัวของตัวโม่งเริ่มปริออก ตัวยุงที่อยู่ภายในจะค่อย ๆ ดันออกมา ขณะที่ตัวยุงโผล่พ้นเปลือกตัวโม่งเกือบหมดเหลือเฉพาะส่วนขา ก็จะเริ่มคลี่ปีกออก เมื่อปลายขาหลุดออกมาหมดแล้วก็จะเกาะอยู่บนผิวน้ำหรือบริเวณใกล้เคียงประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง เพื่อให้ปีกแข็งแรงพอที่จะบินได้ตามปกติแล้วยุงตัวผู้ออกมาก่อนยุงตัวเมียและอาศัยบริเวณแหล่งเพาะพันธุ์ตลอดชีวิต กินอาหารพวกน้ำหวานจากพืชโดยไม่กินเลือด ยุงตัวผู้มีอายุสั้นกว่าตัวเมีย ส่วนยุงตัวเมียเมื่อออกมาจากตัวโม่งจะกินอาหารพวกน้ำหวานจากพืชก่อน เพื่อให้มีพลังงาน จากนั้น ก็ผสมพันธุ์โดยยุงตัวเมียผสมพันธุ์ครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิตก็สามารถออกไขได้ตลอดไป เมื่อยุงตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้วก็จะหาอาหารเลือดซึ่งมีโปรตีน และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของไข่ โดยทั่วไปถ้ายุงตัวเมียไม่ได้กินเลือด ไข่ก็ไม่เจริญ จึงไม่สามารถวางไข่ต่อไปได้ ยุงแต่ละชนิดชอบกินเลือดเหยื่อแตกต่างกันไป ยุงบางชนิดชอบกินเลือดคน เช่น ยุงลาย ยุงบางชนิดชอบกินเลือดสัตว์ เช่น ยุงรำคาญ ยุงบางชนิดชอบกินทั้งเลือดคนและเลือดสัตว์
เมื่อยุงได้กินเลือดเต็มที่แล้ว ก็จะไปหาบริเวณที่เหมาะสม เกาะพักนิ่ง ๆ เพื่อรอเวลาให้ไข่เจริญเติบโต เช่น ตามที่อับชื้น เย็นสบายลมสงบและแสงสว่างไม่มาก ยุงบางชนิดชอบเกาะพักภายในบ้านตามมุมมืดที่อับชื้น ยุงบางชนิดชอบเกาะพักนอกบ้านตามสุ่มทุมพุ่มไม้ที่ชุ่มชื้น ในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา ยุงจะใช้เวลาเพียง 2 - 3 วัน ไข่ก็สุกเต็มที่พร้อมที่จะวางไข่ได้ ยุงแต่ละชนิดเลือกแหล่งน้ำสำหรับวางไข่ไม่เหมือนกัน บางชนิดชอบน้ำใส นิ่ง เช่น ยุงลาย บางชนิดชอบน้ำโสโครกตามท่อระบายน้ำ เช่น ยุงรำคาญ ยุงบางชนิดชอบวางไข่ตามแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เช่น ยุงก้นปล่อง ยุงวางไข่ครั้งละประมาณ 100 ฟอง เมื่อยุงวางไข่แล้วก็จะบินไปหากินเลือดอีกสำหรับไข่ในรุ่นต่อไปวนเวียนอยู่เช่นนี้จนกระทั่งยุงแก่ตาย ยุงตัวเมียโดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 1 เดือน ส่วนยุงตัวผู้มีอายุสั้นกว่ายุงตัวเมีย โดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 1 สัปดาห์