Primary Care Unit Innovation
เครือข่ายหมออนามัยกับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังแบบบูรณาการ
| ผู้รับผิดชอบโครงการ : | นายรุ่งโรจน์ เจศรีชัย |
process
|
| ปี พศ. : | 2550 | |
| หน่วยงาน : | สำนักงานสาธารณสุข : ชมรมหมออนามัยจังหวัดพิจิตร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร | |
| จังหวัด : | พิจิตร | |
| ประเภทนวัตกรรม : | นวัตกรรมบริการปฐมภูมิในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง | |
| รายละเอียดโครงการ : หลักการและเหตุผล สถานการณ์การระบาดของโรคหัวใจและหลอดเลือดในภาพรวมของประเทศ จากสถิติสาธารณสุข ปี 2544 และปี 2545 พบว่าเป็นสาเหตุการตายลำดับที่ 3 และที่ 4 และมีสาเหตุการตายเท่ากับ 56.2 และ 52.6 ต่อประชากรแสนคนตามลำดับ โดยมีภาวะความดันโลหิตสูงและเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ สำหรับโรคความดันโลหิตสูงมีอัตราตายลดลงจาก 6.3 ในปี 2544 เป็น 5.1 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2545 โรคเบาหวานมีอัตราตายลดลงจาก 13.2 ในปี 2544 เป็น 11.8 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2545 ซึ่งมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทั้งเชิงสังคมและกายภาพ ผลของการพัฒนาที่ไม่รู้เท่าทัน ทำให้วิถีชีวิตในชุมชนเสี่ยงต่อการเป็นโรคเพิ่มขึ้น ตั้งแต่มีการบริโภคยาสูบมากขึ้น การเคลื่อนไหวออกกำลังกายที่ลดลงทั้งในการทำงาน การเดินทางและการพักผ่อน การบริโภคเกินความจำเป็น และบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ทั้งรสอาหารที่มีส่วนประกอบของเกลือและน้ำตาลสูงขึ้น ส่วนประกอบไขมันจากสัตว์เพิ่มขึ้น ในขณะที่บริโภคพืชผักลดลง การบริโภคแอลกอฮอล์ปริมาณสูงและบ่อย การขาดความสามารถในการจัดการความเครียดที่ดี จากสถานการณ์ข้างต้น รัฐบาลได้ดำเนินการทุกวิถีทาง ในการที่จะให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จึงได้กำหนดนโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ให้มีความตื่นตัวและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัวและชุมชน และเพื่อเป็นการควบคุมและลดโรคที่ทำให้คนไทยมีอัตราป่วย อัตราตาย และภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง ไข้เลือดออก และเอดส์ จากสถานการณ์ดังกล่าว ชมรมหมออนามัยจังหวัดพิจิตร จึงได้จัดทำโครงการ Self Help Group ขึ้นเพื่อจัดระบบบริการพยาบาลและดูแลสุขภาพแบบองค์รวมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว และกลุ่มคน โดยครอบคลุมกลุ่มประชากร ดังนี้
หากผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการคิดในการวางแผนการดูแลตนเอง โดยมีทีมบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุน จะทำให้ผู้ป่วยมีอำนาจในการควบคุมตนเองมากขึ้น และในการวางแผนการจัดกิจกรรมนั้น กิจกรรมจะมุ่งเน้นในการมีส่วนร่วมของผู้ป่วย และส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยได้รับรู้ในคุณค่าและความสามารถของตนเองตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้ป่วย จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานเกิดกำลังใจ เนื่องจากได้มีโอกาสในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเดียวกัน และมีสถานภาพที่คล้ายคลึงกันประกอบกับการเสริมทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการดูแลตนเอง โดยการฝึกทักษะร่วมกับการสาธิตจะเป็นการเสริมความมั่นใจ สามารถทำให้ผู้ป่วยปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้การที่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ จะปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้เกิดการเรียนรู้ โดยการจัดบรรยากาศของการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมให้มากที่สุดในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดและทักษะในการปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลและสังคม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นแนวทางในการสร้างพลังให้กับผู้ป่วย ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะจัดโปรแกรมกลุ่มช่วยเหลือกันเองในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน โดยมุ่งเน้นความสามารถในการดูแลตนเองให้มากขึ้น ซึ่งใช้แนวคิดในการเสริมสร้างพลังอำนาจให้กับผู้ป่วยโดยเน้นกระบวนการกลุ่มให้ช่วยเหลือกันเอง และใช้แรงสนับสนุนทางสังคมซึ่งได้แก่เจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์และญาติ ช่วยสนับสนุนส่งเสริมทั้งการให้ข้อมูลและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้ดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม และเชื่อว่าประโยชน์จากการทำโครงการในครั้งนี้จะได้นำไปพัฒนาวิธีการจัดกิจกรรมกับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยเรื้อรังอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพต่อไป | ||